เบาหวานกับเทศกาลตรุษจีน.....กินอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพ

ช่วงเทศกาลตรุษจีนทุกปี ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากจะเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ ถือเป็นเทศกาลมงคลที่ยิ่งใหญ่ เพราะเชื่อว่าจะเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในชีวิต โดยธรรมเนียมจะต้องมีของเครื่องไหว้หลักๆ คือเนื้อสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ เป็ด ไก่ ปลา กุ้ง ปลาหมึก หมู และผลไม้มงคลต่างๆ เช่น ส้มสีทอง สาลี่ แอปเปิล องุ่น กล้วย แก้วมังกร รวมถึงขนมมงคลต่างๆ เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมสาลี่ ขนมแห้งจันอับ ถั่วตัด ข้าวพอง เป็นต้น ซึ่งภายหลังจากการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษแล้ว ก็จะนำของไหว้เหล่านั้นมารับประทาน เพราะเชื่อว่าจะเป็นสิริมงคล

การรับประทานอาหารมงคลในเทศกาลตรุษจีนให้ส่งผลดีต่อสุขภาพ ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม เน้นรับประทานอาหารที่ไม่มีไขมันหรือไขมันน้อย เช่น เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อปลา เนื้อกุ้ง ปลาหมึก เพราะจะช่วยเพิ่มไขมันดีและลดไขมันเลวได้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเครื่องในสัตว์ เพราะมียูริกสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสง อาจทำให้เกิดปัญหาคราบไขมันเกาะผนังหลอดเลือด เนื่องจากเส้นเลือดของคนเราเมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มไม่ยืดหยุ่นและแข็ง เมื่อมีไขมันเหล่านี้ และหินปูนเข้าไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร้ายแรง โดยเฉพาะ ไขมันแอลดีแอล ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอล ซึ่งได้จากการกินหมู 3 ชั้นทอดกรอบ หรือเมนูขนมหวานอย่างขนมเทียนและขนมเข่ง และเครื่องในสัตว์ ตับ ไข่ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคเบาหวาน อาจจะต้องหนักใจกับเรื่องนี้อยู่ไม่ใช่น้อย เพราะตนเองไม่สามารถทานอาหารแบบเต็มที่เหมือนคนร่างกายปกติได้ ดังนั้น หลักง่าย ๆ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานในการทานอาหารและใช้ชีวิตให้มีความสุขในเทศกาลตรุษจีน มีดังนี้

1. จำกัดชนิดและปริมาณอาหารให้เหมาะสม ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเลือกประเภทของอาหารที่จะทานเข้าไป โดยต้องพิจารณาอาหารแต่ละชนิดว่าเหมาะสมกับร่างกายตนเองหรือไม่ ไม่ใช่ว่ามีอาหารอะไรก็ทานหมดทุกอย่าง ที่สำคัญต้องระมัดระวังอาหารที่มากไปด้วยคาร์โบไฮเดรต อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลมาก นอกจากนี้ก็ควรทานอาหารแต่ละชนิดในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

2. เลือกทานประเภทอาหารที่มีน้ำหนักมาก มีงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการทานอาหารของมนุษย์ออกมาว่า สมองของคนเรามักจะสั่งให้เรากินในปริมาณที่สอดคล้องกับน้ำหนักอาหาร เช่น การกินมันฝรั่งทอด สาหร่ายทอดกรอบที่มีรูปร่างเป็นชิ้นเล็กๆ มีน้ำหนักเบา แต่มีการให้พลังงานสูง เรามักจะยังไม่รู้สึกอิ่มกับการกิน แต่หากเราทานอาหารที่มีรูปร่างเป็นชิ้นใหญ่ๆ มีน้ำหนักมาก อย่างเช่น แอปเปิล ส้ม ซึ่งให้พลังงานเท่ากัน เรามักจะรู้สึกอิ่มกว่าการกินอาหารชิ้นเล็กๆ ดังนั้นหากเลือกได้ควรเลือกกินอาหารที่มีชิ้นใหญ่ และมีน้ำหนักมาก อย่างเช่นอาหารในกลุ่มของผลไม้ที่ไม่หวาน ได้แก่ ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น

3. ไม่ละเลยการออกกำลังกายในช่วงเวลาวันหยุดแบบนี้ หลายคนมักฉลองกันอย่างสนุกสนาน จนลืมกิจวัตรที่เคยทำอย่างการออกกำลังกาย ดังนั้นหากรู้ตัวว่าจะมีกิจกรรมงานสังสรรค์ให้จัดระเบียบเวลาการออกกำลังกายของตนเองให้ดี โดยอาจจะเลื่อนหรือปรับเปลี่ยนเวลา แต่ไม่ควรข้ามวันหรืองดกิจกรรมออกกำลังกายไปเลย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันน้ำหนักเพิ่ม ลดความเครียดในร่างกาย และลดความอยากอาหารได้อีกด้วย

4. ออกกำลังกายก่อนกินมื้อใหญ่ ก่อนที่จะออกไปงานเลี้ยงสังสรรค์มื้อใหญ่ ควรปรับพฤติกรรมเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มากขึ้น ก่อนที่จะมีการกินอาหารเข้าไป โดยอาจใช้วิธีการเดินให้บ่อยขึ้น ไม่นั่งๆนอนๆทั้งวัน และไม่ควรออกกำลังกายแบบหักโหมเพราะจะทำให้กินอาหารได้มากขึ้นกว่าเดิม

5. ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร การดื่มน้ำเปล่าสะอาดก่อนการกินอาหารในประมาณ 1 - 2 แก้ว จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วมากขึ้น ทำให้กินอาหารให้น้อยลง นอกจากนี้วิธีการดื่มน้ำก่อนกินอาหาร ยังช่วยให้ระบบขับถ่ายและระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

6. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง โดยปกติแล้วภายในงานเลี้ยงสังสรรค์จะมากไปด้วยเครื่องดื่มหลากหลายชนิด เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหลายชนิดมักจะมากไปด้วยปริมาณของน้ำตาล และให้พลังงานที่สูง หลายคนคงคิดไม่ถึงว่า น้ำอัดลม 1 กระป๋องจะให้พลังงานที่สูงมากถึง 150 แคลอรี่เลยทีเดียว รวมถึงการดื่มชา กาแฟ ก็ควรเติมน้ำตาลหรือครีมเทียมในปริมาณที่ต้องไม่มากจนเกินไป ดังนั้นจึงควรดื่มเครื่องดื่มต่างๆ เหล่านี้ในปริมาณที่น้อย หรือหากเลี่ยงได้จะดีที่สุด และควรดื่มน้ำเปล่าเป็นหลักจะดีกว่า

7. บริหารจัดการอาหารในแต่ละวัน หากรู้ว่าในตอนเย็นจะต้องไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ก็ควรปรับปริมาณลดอาหารของในมื้อเช้าและมื้อกลางวันลดลง เพื่อให้ปริมาณพลังงานที่ได้รับไม่มากเกินไปในแต่ละวัน หรือหากไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน หากวันนี้ทานอาหารมากกว่าปกติ ในวันรุ่งขึ้นก็ควรทานให้น้อยลง แต่ไม่ควรอดอาหารโดยเด็ดขาด

ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถปฏิบัติตนได้ตามทั้ง 7 ข้อที่กล่าวไปข้างต้นนี้แล้วละก็ จะสามารถใช้ชีวิตในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้อย่างมีความสุขเหมือนกับคนปกติทั่วไป การรับประทานอาหารมงคลในเทศกาลตรุษจีนให้ส่งผลดีต่อสุขภาพ ได้อย่างไม่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป แต่หากผู้ป่วยไม่มีวินัยมากพอ ไม่ยอมปฏิบัติตนตาม 7 ข้อที่กล่าวมา ผลเสียทั้งหมดก็จะตกอยู่ที่ผู้ป่วยเองทั้งสิ้น ทั้งระดับน้ำตาลหรือน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มสูงขึ้น และยังอาจจะต้องเสียเวลาไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอีกด้วย ดังนั้นหากอยากมีความสุขในเทศกาลตรุษจีนที่มีแค่ปีละครั้งนี้ ก็ต้องรู้จักปฏิบัติตนเองอย่างเคร่งครัดเพื่อการมีสุขภาพดี

แหล่งที่มา :  สาระสุขภาพ ทันกระแส สำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ