คุณ มีความเสี่ยงเป็น "มะเร็ง" หรือไม่

คุณ มีความเสี่ยงเป็น "มะเร็ง" หรือไม่

          ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหรือไม่ได้ตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ  กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคมะเร็งก็มีอาการอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ทำให้โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงคนไทย โดยมีสถิติที่สูงมากกว่าการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ    

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ที่สำคัญ 3 ประการ คือ

          1. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียและพยาธิบางชนิด

          2. ปัจจัยจากพฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียม

          3. ปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะทุพโภชนา เป็นต้น

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

1. ผู้ที่สูบบุหรี่ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของระบบหายใจ ได้แก่ มะเร็งปอดและกล่องเสียง เป็นต้น

2. ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถ้าทั้งดื่มสุราและสูบบุหรี่จัด จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปากและในลำคอด้วย

3. ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีสารพิษชื่ออัลฟาทอกซิลที่พบจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่น ถั่วลิสงป่น เป็นต้น หากรับประทานประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ และหากได้รับทั้ง 2 อย่าง โอกาสจะเป็นมะเร็งตับมากขึ้น

4. ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุมดลูก และต่อมลูกหมาก

5. ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและรับประทานอาหารที่ใส่ดินประสิวเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

6. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอันเกิดจากความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือติดเชื้อไวรัสเอดส์ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งของหลอดเลือด เป็นต้น

7. ผู้ที่รับประทานอาหารเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและส่วนไหม้เกรียมของอาหารเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่

8. ผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว อาทิ มะเร็งของจอตา มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่เป็นติ่งเนื้อ เป็นต้น

9. ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยและมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน จะเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก

10. ผู้ที่ตากแดดจัดเป็นประจำ จะได้รับอันตรายจากแสงแดดที่มีปริมาณของแสงอุลตราไวโอเลตจำนวนมาก มีผลทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้

 

การป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

สาเหตุของมะเร็งที่มาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค  การได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด และปัจจัยจากพฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การรับประทานอาหาร และพฤติกรรมทางเพศ นั้น  ในการป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการป่วยโรคมะเร็งนั้น ประชาชนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม เพื่อป้องกันตนเองจากปัจจัยสาเหตุเหล่านี้  ได้แก่

1. ไม่สูบบุหรี่ หรือสูดดมควันบุหรี่มือสอง มือสาม เพราะการสูบบุหรี่และควันบุหรี่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด กล่องเสียง ฯลฯ การเคี้ยวยาสูบจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปาก และช่องคอ ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ถึงร้อยละ 60-70

2. ไม่ดื่มสุราเป็นประจำ เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถ้าทั้งดื่มและสูบบุหรี่ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปาก ช่องคอ กล่องเสียง และหลอดอาหาร

3. ไม่มั่วเซ็กซ์ ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เพราะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยและมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก

4. การรับประทานอาหาร

           - หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ประเภทปิ้งย่าง  เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันหรือน้ำมันจะหยดลงบนเตาไฟ ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ และก่อให้เกิดสารพีเอเอช สารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง  ลอยขึ้นมาพร้อมเขม่าควันเกาะที่บริเวณผิวของอาหาร และพบในปริมาณมากขึ้นถ้าปิ้งย่างจนไหม้เกรียม ซึ่งหากรับประทานเป็นประจำมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งตับ ทั้งนี้ การรับประทานอาหารประเภทปิ้งย่างหรือรมควันเป็นประจำ เสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ได้แก่

          1. สารไนโตรซามีน พบในปลาหมึกย่าง ปลาทะเลย่าง และอาหารที่ใส่สารกันบูดอย่างไนเตรต แหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม

          2. สารพัยโรลัยเซต พบมากในอาหารที่ไหม้เกรียมจากการปิ้งย่าง

          3. สารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเริ่มต้นของสารกลายพันธุ์ และสารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ควันไฟไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

          - ลดการรับประทานอาหารดองเค็ม อาหารปิ้งย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรท ไนไตร์ท เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่

         - ไม่รับประทานปลาน้ำจืดดิบ และอาหารสุกๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม ฯล จะทำให้เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของท่อน้ำดีในตับ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด เช่น ปลาตะเพียน ปลาซิว ปลาสร้อย เนื่องจากปลาเหล่านี้มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิใบไม้ตับอยู่ในเนื้อปลา หากรับประทานสุกๆ ดิบๆ จะทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

        - ไม่รับประทานอาหารที่มีราขึ้น เพราะอาหารที่มีราขึ้นโดยเฉพาะสีเขียว เหลือง จะมีสารอัลฟาทอกซินปนเปื้อนซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ

        - ลดอาหารไขมัน เพราะอาหารประเภทที่มีไขมันสูงจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมาก

        - รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอคโคลี่ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ส่วนปลาย มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งอวัยวะระบบทางเดินหายใจ

        - รับประทานอาหารที่มีกากมาก เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ นอกจากมีสารต้านมะเร็งแล้ว ยังมีเส้นใยอาหารช่วยลดการเกิดมะเร็งสำไส้  

        - รับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนและไวตามินเอสูง เช่น ผัก ผลไม้ สีเขียว เหลือง เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกล่องเสียงและมะเร็งปอด 

        - รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ได้แก่ พริกหวาน บรอกโคลี คะน้า ปวยเล้ง มะรุม ส้ม มะขามป้อม ฝรั่ง  เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร

5. ควบคุมน้ำหนักตัว ดูแลเรื่องการรับประทานอาหารพร้อมกับออกกำลังกายเพื่อทำให้ไม่อ้วน โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งมดลูก มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ การออกกำลังกายและการลดรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงจะช่วยป้องกันมะเร็งเหล่านี้ได้

6. ไม่ตากแดดจ้า การตากแดดจัดมากเกินไปจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง

7. ตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ แม้ว่าตนเองจะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่เคยเจ็บป่วยก็ตามเพื่อลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง อย่าปล่อยให้มีอาการของโรคก่อน ควรมาตรวจสุขภาพเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง เป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปในผู้ที่มีอาการปกติ เพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ทั้งนี้เพื่อหวังผลในการรักษา เนื่องจากโรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้หากพบในระยะเริ่มแรก หรือยิ่งพบโรคได้เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นเพียงนั้น เป็นการป้องกัน มิให้ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

8. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานโรคด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ และทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด


ข้อมูลอ้างอิง

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

สถาบันโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข