สร้างสุขภาพผู้สูงอายุ.....ด้วยหลัก 3 อ.

 ปัจจุบันสังคมไทยมีผู้สูงอายุจำนวน 11.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17 ของประชากรไทยทั้งหมด โดยในจำนวนผู้สูงอายุ จำนวน 11.2 ล้านคน มีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวจำนวน 9 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 8.7 และในจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดนี้ ร้อยละ 95 เจ็บป่วยด้วยโรคและปัญหาสุขภาพ มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพียง ร้อยละ 26 มีภาวะสมองเสื่อมร้อยละ 8.1 มีผู้สูงอายุเข้าถึงระบบบริการสุขภาพเพียงร้อยละ 56 ดังนั้นการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้สูงอายุด้วยตัวผู้สูงอายุเอง ต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือจากบุตรหลาน ญาติหรือคนใกล้ชิด  

การสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทำได้ด้วยหลัก 3 อ. คือ อ. อาหาร อ. ออกกำลังกาย และ อ. อารมณ์ การส่งเสริมสุขภาวะที่ง่ายที่สุด คือ การใช้หลักการปฏิบัติตัว เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยบำรุงเซลล์สมอง หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม  เพิ่มผักและผลไม้ เพื่อระบบย่อยอาหาร ดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ไม่ควรให้ผู้สูงอายุดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากเซลส์เนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของผู้สูงอายุเสื่อมลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดโรคความเสี่ยงของอวัยวะตามมา  ฝึกให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวกล้ามเนื้ออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ด้วยวิธีการอย่างเช่น เดิน ปั่นจักรยาน หรือรำมวยจีน การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งอ่อนโรยไปตามวัย แม้แต่ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง ซึ่งจะต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ จำเป็นต้องกระตุ้นให้เคลื่อนไหวเท่าที่ทำได้ ส่วนผู้สูงอายุที่หกล้มควรรักษาอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่เดิมก่อน แก้ไขปัญหาสายตา ปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในช่วงอากาศร้อน ให้ระวังการออกกำลังกายในสถานที่อากาศร้อนอบอ้าว ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเกิดอาการโรคลมแดดหรือโรคฮีทสโตรก หรืออาจจะหาวิธีการออกกำลังกายใหม่ๆ เพื่อบริหารร่างกายและสมองที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยประยุกต์จากสิ่งที่มีในท้องถิ่น เช่น การใช้กะลามะพร้าวและยางวงรัดของมาทำเป็นอุปกรณ์ออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรงของกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ การประยุกต์ท่าทางการออกกำลังกาย ใช้เพลงพื้นเมือง หรือเพลงที่ผู้สูงอายุฟังจนชินหู สามารถร้องตามได้ เช่น ท่ารำจังหวะไม่เร็วมากนัก มาเป็นท่าบริหาร สมอง ช่วยให้สมองซีกซ้ายและซีกขวาทำงานประสานกันได้ดี เป็นต้น

ส่งเสริมสุขภาพทางจิตใจของผู้สูงอายุ โดยจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้สูงอายุอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศสดชื่น สะอาด

ไม่แออัด ให้ผู้สูงอายุนอนหลับอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเครียด บุตรหลาน ญาติ หรือคนใกล้ชิด ควรสอบถามสาเหตุ ที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล พูดคุย รับฟัง แลกเปลี่ยน แก้ไขปัญหา ไม่ควรให้ผู้สูงอายุเก็บปัญหาหรือเก็บความไม่สบายใจไว้เพียงลำพัง หลีกเลี่ยงการให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ฝึกการใช้ความคิดและความจำอย่างสม่ำเสมอเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้สมองตื่นตัว และทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียด สนับสนุนให้ออกไปพบปะผู้คน หาสังคมใหม่ๆ ทำกิจกรรม หรืองานอดิเรก

การดูแลผู้สูงอายุ เป็นหน้าที่ของบุตรหลาน ญาติ หรือคนใกล้ชิด จะต้องดูแลเป็นพิเศษ ส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในครอบครัว มอบความรักต่อผู้สูงอายุ โดยแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุเป็นคนสำคัญของครอบครัว ทำกิจกรรมร่วมกัน รับประทานอาหาร รวมทั้งการพาผู้สูงอายุออกกำลังกาย ออกกำลังกายร่วมกันหรือพร้อมๆกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุเพลิดเพลินและมีความสุขกับทุกคนในครอบครัว

 

แหล่งข้อมูล :  ศูนย์สื่อสารสาธารณะ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

     12 พฤศจิกายน 2562