การจัดการความเครียดในสถานการณ์ภัยพิบัติ

ปัจจุบัน ภัยพิบัติต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว  หรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ เช่น การก่อการร้าย การทำสงคราม อุบัติเหตุครั้งรุนแรง เป็นต้น ทำให้ผู้ประสบภัยที่รอดชีวิตต้องมีความเครียดในระดับสูง ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก อาจทำให้อาการเรื้อรังและรุนแรง จนเกิดการเจ็บป่วยทางจิตขึ้นได้ในเวลาต่อมา

อาการของผู้ประสบภัยพิบัติในระยะแรก จะได้แก่ ช็อค ทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก ตื่นตระหนก เสียขวัญ ร้องไห้ โวยวาย เป็นต้น ซึ่งอาจดูคล้ายคนเสียสติ แต่ความจริงแล้วเป็นอาการปกติของคนที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งตกใจ เพราะหลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว อาการเหล่านี้ก็จะลดลง

ในช่วงต่อมา ผู้ประสบภัยพิบัติอาจยังมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ

ด้านร่างกาย จะมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ใจสั่น ตื่นเต้นตกใจง่าย ความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดท้อง นอนไม่หลับ มีอาการโรคเก่ากำเริบร่างกายอ่อนแอ เป็นหวัดหรือติดเชื้อง่าย เป็นต้น

ด้านอารมณ์ ผู้ประสบภัยจะรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน โกรธหรือหงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ซึมเศร้า ร้องไห้ง่าย รู้สึกผิด มึนชา ไร้อารมณ์ความรู้สึก เป็นต้น

ด้านจิตใจ ได้แก่ ไม่มีสมาธิ หลงลืมง่าย เรียนไม่รู้เรื่อง ทำงานไม่ได้ คิดซ้ำซาก ตัดสินใจลำบาก หวาดระแวง สับสน ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ฝันร้าย เครียด เป็นต้น

ด้านพฤติกรรม ได้แก่ แยกตัวอยู่คนเดียว หลีกหนีสังคม ระแวดระวังภัยมากกว่าปกติ หลีกหนีสถานการณ์ สถานที่ หรือบุคคลที่เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น

 หากอาการดังกล่าวเป็นอยู่ไม่เกิน 1 เดือนหลังภัยพิบัติ ยังถือเป็นอาการปกติ แต่เมื่อใดที่อาการคงอยู่นานเกิน 1 เดือนจึงจะถือเป็นความผิดปกติ และควรไปพบแพทย์เพื่อบำบัดรักษา อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น จนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เรียนไม่ได้ ทำงานไม่ได้

ส่วนคนในครอบครัว ควรให้ความช่วยเหลือโดยให้การดูแลจิตใจของผู้ประสบภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ให้กำลังใจ ชักชวนให้ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ สนับสนุนให้ทำกิจกรรมที่เพลิดเพลิน ชวนพูดคุยให้ได้ยิ้มได้หัวเราะทุกวัน ก็จะช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ประสบภัยได้เป็นอย่างดีด้วย

 

ผู้เขียน

อินทิรา ปัทมินทร กรมสุขภาพจิต