โรคร้ายที่มากับการสูบบุหรี่....ถุงลมโป่งพอง

โรคถุงลมโป่งพอง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับต้น ๆ ของคนไทย และประมาณการว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคถุงลมโป่งพองประมาณปีละ 15,000 คน ในจำนวนผู้สูบบุหรี่  10 ล้านคน จะมีผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพอง 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ 3 แสนคน มีอาการชัดเจนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

          โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่มีภาวะของการอุดกั้นอย่างเรื้อรังของหลอดลมทั่วปอดทั้ง 2 ข้าง และสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ร้อยละ 90 มาจากการสูบบุหรี่ มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดจากการขาดเอนไซม์ โรคถุงลมโป่งพองเกิดจากการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยสารมลพิษในควันบุหรี่หลายชนิดจะก่อการระคายเคืองต่อหลอดลม และทำลายผนังถุงลม ทำให้เนื้อเยื่อที่ยึดโยงหลอดลมและถุงลมเสื่อมลง เกิดการอุดกั้นของอากาศที่ผ่านหลอดลม โดยเฉพาะในจังหวะของการหายใจออก ทำให้มีลมค้างอยู่ในถุงลมมากขึ้นหรือ เรียกว่า "ถุงลมโป่งพอง" และการที่มีลมค้างอยู่ในถุงลม ทำให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าได้ไม่เต็มที่ และเกิดอาการเหนื่อยหอบ อีกทั้งควันบุหรี่ที่ระคายเคืองหลอดลมอยู่นาน ๆ จะทำให้ผนังหลอดลมอักเสบและหนาขึ้น มีเสมหะมากขึ้น ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้ทุกคนต่างกันที่ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการสูบบุหรี่ และปริมาณการตอบสนองของร่างกายต่อควันบุหรี่และพันธุกรรม เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ หรือบิดามารดาเป็นโรคนี้อยู่แล้ว ฯลฯ

          สำหรับอาการของโรคถุงลมโป่งพอง ได้แก่ ไอเรื้อรัง มีเสมหะ เป็นหวัดง่าย เหนื่อย คออักเสบ หลอดลมอักเสบบ่อย ๆ และหายยาก ต่อมาจะหอบเหนื่อย เพราะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หายใจมีเสียง หายใจลำบาก เพราะหลอดลมตีบขึ้น อาการจะมากขึ้นตามการเสื่อมของถุงลมในปอด

 

          การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตนเองเพื่อป้องกันโรคถุงลมโป่งพอง

1.      เลิกสูบบุหรี่

2.      ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในบริเวณที่มีควันพิษ หรือในที่ที่มีผู้สูบบุหรี่

3.      ควรหลีกเลี่ยง หรือสวมหน้ากากป้องกันตัวเองจากควันและสารพิษที่เป็นอันตราย

4.      ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ปอดเกิดการระคายเคือง เช่น ฝุ่น ควันพิษ น้ำหอม หรือล้างครื่องปรับอากาศให้สะอาดอยู่เสมอ

5.      รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย

6.      ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ

7.      ควรรับการตรวจสมรรถภาพปอด

 





ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : https://health.kapook.com/view6943.html