โรคไตจากเบาหวาน

โรคไตจากเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ข้อมูลจาการรายงานผลการลงทะเบียนรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยในปี 2556 จากหน่วยไตเทียมในประเทศไทยพบว่าสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตจากสถานพยาบาลที่ให้บริการฟอกเลือด ด้วเครื่องไตเทียม เกิดจากโรคเบาหวานมากที่สุด (ร้อยละ 37.5) อันดับสองรองลงมา คือ ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 26.8)    ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร้อยละ 20.0 -40.0 มีโอกาศเกิดภาวะโรคไตเรื้อรัง และมักมีการดำเนินโรคไปสู้ภาวะไตเรื้อรัง และเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด  เมื่อความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น โรคไตจากเบาหวานจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตามลำดับ

          การตรวจพบการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวาน บ่งบอกการเกิดโรคไตจากเบาหวานในระยะเริ่มแรก ปริมาณของโปรตีนที่รั่วในปัสสาวะ สามารถพยากรณ์การดำเนินโรคไต และความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

หลักการรักษาโรคไตจากเบาหวานที่สำคัญ

          การชะลอความเสื่อมของโรคไตจากเบาหวาน (renprotective strategies) ประกอบด้วย

  1. การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้ควบคุมน้ำตาลสะสม HbA1c อยู่ที่ร้อยละ 7
  2. การควบคุมความดันโลหิตสูง  ให้ควบคุมให้น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
  3. การควบคุมระดับไขมันในเลือด  ภาวะไขมันสูงในผู้ป่วยเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและเพิ่มอัตราการตาย  เป้าหมายของการรักษาระดับไขมันในเลือดในผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน คือ ระดับ LDL cholesterol น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือน้อยกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง
  4. การจำกัดปริมาณโปรตีน ผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน ควรได้รับโปรตีน ปริมาณ 0.08 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน(คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณแคลอรี่ทั้งวัน) มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับอาหารโปรตีนสูง จะเพิ่มการรั่วของโปรตีนไข่ขาว  และทำให้การทำงานของไตลดลง
  5. การลดน้ำหนัก มีส่วยช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตจากเบาหวานได้

สรุป

          โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบได้บ่อย  ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 50 มักมีโรคไตจากเบาหวานร่วมด้วยทำให้เพิ่มความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด  การรักษาตามคำแนะนำในปัจจุบัน ยังไม่สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดไตวายระยะเรื้อรังระยะสุดท้ายได้  ดังนั้นการคัดกรองโรคและการคิดค้นการรักษา  ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง