ยาทาภายนอกรักษาโรคเชื้อรา : ยารักษากลากและเกลื้อน

รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิง นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์
หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/24/Yeartinfection.JPG/800px-Yeartinfection.JPG


โรคติดเชื้อราที่ผิวหนังพบได้บ่อยและส่วนใหญ่เกิดที่ผิวหนังชั้นตื้น เช่น กลาก เกลื้อน ซึ่งมักให้การตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาต้านเชื้อราชนิดทาภายนอกที่มีใช้มากมาย ยาทาภายนอกสามารถแทรกซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังตรงบริเวณที่มีการติดเชื้อได้อย่างทั่วถึง แต่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบร่างกายหรือถูกดูดซึมได้น้อยมาก จึงไม่เกิดผลข้างเคียงต่อระบบร่างกาย ยาที่ใช้มีหลายรูปแบบ เช่น ครีม เจล ขี้ผึ้ง ยาน้ำใส โลชัน ยาน้ำแขวนตะกอน ซึ่งครีมเป็นรูปแบบที่ใช้กันมาก ในบทความนี้จะให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคกลากและเกลื้อน ยาทาภายนอกที่ใช้รักษากลากที่ผิวหนังและเกลื้อน การออกฤทธิ์ของยา ผลไม่พึงประสงค์ และข้อแนะนำในการใช้ยาทารักษากลากและเกลื้อน


กลากและเกลื้อน


โรคติดเชื้อราที่เกิดกับผิวหนังชั้นตื้น (superficial fungal infection) ชนิดที่พบได้บ่อย คือ กลุ่มโรค "ทิเนีย (tinea)" ซึ่งได้แก่ "กลาก" และ "เกลื้อน" ซึ่ง "กลาก (ringworm)" เป็นชื่อเรียกกลุ่มโรคซึ่งรอยโรคมีลักษณะเป็นวง ขอบสีแดงชัดเจน อาจมีขุยหรือสะเก็ดที่ขอบ ตรงกลางมักเกลี้ยง (รูปที่ 1ก) และมีอาการคัน แม้ว่ากลากบางแห่งจะไม่เห็นเป็นวงและขอบสีแดงที่ชัดเจน กลากเกิดจากเชื้อราในกลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (dermatophytes) ซึ่งเจริญเติบโตโดยอาศัยเคราติน (keratin) ในหนังกำพร้าเป็นอาหาร ได้แก่ เชื้อราในสกุล (genus) Trichophyton, Microsporum และ Epidermophyton ในแต่ละสกุลมีเชื้ออยู่หลายสปีชีส์ (species) เชื้อราเหล่านี้ทำให้เกิดกลากที่ผิวหนังชั้นนอกสุด เส้นผมและเล็บ การเรียกชื่อโรคจะแตกต่างกันตามตำแหน่งที่เกิด เช่น "tinea corporis" กลากที่ลำตัว แขนและขา, "tinea unguium" กลากที่เล็บ, "tinea capitis" กลากที่หนังศีรษะและเส้นผม, "tinea pedis" กลากที่เท้าหรือโรคน้ำกัดเท้า (athlete's foot), "tinea cruris" กลากที่ขาหนีบ รอบอวัยวะเพศและทวารหนัก กลากติดต่อได้ด้วยการสัมผัสโดยตรงจากผู้ป่วยหรือสัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อรา หรือติดต่อโดยได้รับสปอร์ราผ่านสิ่งของหรือเครื่องใช้ เช่น เครื่องนุ่งหุ่ม ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ที่ใช้ร่วมกัน สปอร์เจริญได้ดีในสิ่งแวดล้อมที่ชื้นจึงอาจสัมผัสสปอร์ราจากสิ่งแวดล้อม

ส่วน "เกลื้อน (tinea versicolor หรือ pityriasis versicolor)" เกิดจากเชื้อราในรูปยีสต์ (มีลักษณะกลมหรือรูปไข่) ที่อยู่ในสกุล Malassezia เช่น Malassezia furfur, Malassezia globosa เป็นเชื้อที่อาศัยในหนังกำพร้าอยู่แล้ว เจริญเติบโตโดยอาศัยไขมันที่ผิวหนังและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วเป็นอาหาร พบบริเวณผิวที่ชื้นและมีต่อมไขมันมาก ไม่ว่าจะเป็นที่หน้า คอหรือลำตัว เชื้อราในรูปยีสต์ที่เจริญเป็นเส้นใย (hyphae) จะทำให้เกิดโรค รอยโรคมีลักษณะเป็นวง ผิวหนังมีขุยละเอียด มักมีสีจางกว่าที่อื่น (เห็นเป็นวงขาว) แต่อาจพบผิวหนังมีสีเข้มขึ้นก็ได้ วงที่เกิดขึ้นมีหลายขนาด อยู่แยกกันหรือติดกันเป็นปื้น (รูปที่ 1ข) และอาจมีอาการคัน ทั้งกลากและเกลื้อนไม่ใช่โรคที่เป็นอันตราย แต่สร้างความรำคาญ รบกวนความปกติสุขและความสวยงาม ในการตรวจวินิจฉัยกลากและเกลื้อนแพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งที่เป็นและลักษณะรอยโรค ในรายที่สงสัยสามารถยืนยันด้วยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ขูดผิวตรงรอยโรคและย้อมด้วย 10-20% โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์, การเพาะเชื้อ)



ยาทารักษากลากและเกลื้อน

กลากที่ผิวหนัง (ในที่นี้หมายถึง กลากบริเวณลำตัว แขน ขา ขาหนีบและเท้า) และเกลื้อนให้การตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาต้านเชื้อราที่ใช้ภายนอก ส่วนกลากที่เล็บ กลากศีรษะและเส้นผม ยาที่ใช้ภายนอกมักให้ผลการรักษาไม่เพียงพอต้องใช้ยาชนิดรับประทานร่วมด้วย ในที่นี้จึงกล่าวถึงยาทาภายนอกที่ใช้รักษากลากที่ผิวหนังและเกลื้อน โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังกล่าวข้างล่างนี้ สำหรับรูปแบบยา ความแรงและวิธีใช้ให้ดูตารางที่ 1
  1. กลุ่มอนุพันธ์อิมิดาโซล (imidazole antifungals) หรือกลุ่มเอโซล (azole antifungals) เป็นยากลุ่มใหญ่ มียามากมาย เช่น อีโคนาโซล (econazole), ไมโคนาโซล (miconazole), โคลไทรมาโซล (clotrimazole), ไอโซโคนาโซล (isoconazole), คีโตโคนาโซล (ketoconazole), ออกซิโคนาโซล (oxiconazole), ไบโฟนาโซล (bifonazole), ซัลโคนาโซล (sulconazole), ลาโนโคนาโซล (lanoconazole), ลูลิโคนาโซล (luliconazole), โอโมโคนาโซล (omoconazole), เซอร์ทาโคนาโซล (sertaconazole)
  2. กลุ่มอนุพันธ์มอร์โฟลีน (morpholine antifungals) เช่น อะโมรอลฟีน (amorolfine)
  3. กลุ่มเบนซิลามีน (benzylamine antifungals) เช่น บิวเทนาฟีน (butenafine)
  4. กลุ่มอัลลิลามีน (allylamine antifungals) เช่น เทอร์บินาฟีน (terbinafine), แนฟทิฟีน (naftifine)
  5. กลุ่มไทโอคาร์บาเมต (thiocarbamate antifungals) เช่น โทลนาฟเทต (tolnaftate)
  6. กลุ่มไฮดรอกซีไพริดีน (hydroxypyridine antifungals) เช่น ไซโคลพิร็อกซ์ (ciclopirox)
  7. ยาอื่น เช่น ขี้ผึ้งวิตฟิลด์ (Whitfield's ointment ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ กรดเบนโซอิก 6% และกรดซาลิไซลิก 3%) ใช้รักษาทั้งกลากและเกลื้อน แต่ไม่เหมาะกับผิวหนังที่บางหรืออ่อนนุ่ม, โซเดียมไทโอซัลเฟต (sodium thiosulfate) 20-25% ใช้รักษาเกลื้อน
  

ยาทารักษากลากและเกลื้อนออกฤทธิ์อย่างไร?

โดยทั่วไปยาทารักษากลากและเกลื้อนจัดเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและการเพิ่มจำนวนของเชื้อรา แม้ว่ายาในขนาดสูงหรือในความแรงที่มากขึ้นอาจออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ อีกทั้งยาบางชนิดที่มีฤทธิ์โดยตรงในการฆ่าเชื้อราได้ก็ตาม ยากลุ่มต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นมีการออกฤทธิ์หลายอย่าง อาจรบกวนการสร้างหรือการทำหน้าที่ของผนังเซลล์ (cell wall) หรือเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane), ยับยั้งการสังเคราะห์สารสำคัญต่อการดำรงชีพของเชื้อรา เช่น กรดนิวคลีอิก, สารเออร์โกสเตอรอล (ergosterol) เป็นต้น ซึ่งเออร์โกสเตอรอลมีบทบาทหลายอย่างต่อเซลล์ราและเป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ราจะดำรงชีพไม่ได้ถ้าขาดสารนี้ การสังเคราะห์เออร์โกสเตอรอลอาศัยการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เอนไซม์เหล่านั้นจึงเป็นเป้าหมายในการออกฤทธิ์ของยาต้านเชื้อรา เช่น กลุ่มอนุพันธ์อิมิดาโซล (ดูรายชื่อตัวอย่างยาในกลุ่มต่าง ๆ ได้ในหัวข้อ ยาทารักษากลากและเกลื้อน) ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ลาโนสเตอรอล-14-แอลฟา-ดีเมทิเลส (lanosterol 14-alpha-demethylase), กลุ่มอนุพันธ์มอร์โฟลีนยับยั้งการทำงานของเอนไซม์สเตอรอล-เดลตา-14-รีดักเทส (sterol


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/549/