ระวัง ยาเค อันตราย

โดย รศ. นพ. สัมมน โฉมฉาย
สาขาวิชาพิษวิทยา อาชีวเวชศาสตร์ และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม


จากกรณีที่มีวัยรุ่นเสียชีวิตจากการเสพยาเคนมผง เมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค. 64 หลาย ๆ ท่านคงต้องการทราบถึงพิษภัยของ ยาเค เราไปทำความรู้จักกับอันตรายจากสิ่งเสพติดชนิดนี้กันครับ

ยาเค คือ สารเคตามีนที่ทางการแพทย์ใช้เป็นยาระงับความรู้สึกในการผ่าตัด แต่พบว่ามีการใช้สารนึ้เป็นสารเสพติดโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไปตามสถานบันเทิงและร้านอาหารตอนกลางคืน แต่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังปีใหม่ที่ผ่านมา ได้มีรายงานข่าวการใช้สารนี้ สูดดมยาทางจมูกแล้ว มีอาการรุนแรงทำให้หมดสติเฉียบพลัน ซึ่งกรณีนี้ทางการแพทย์ไม่เคยพบมาก่อน จึงคาดว่ายาเคที่ใช้อาจเป็นสูตรใหม่ผสมสารหลายอย่าง ซึ่งจากการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นจากตัวอย่างยาของคนไข้  พบสิ่งที่ใกล้เคียงกับการรายงานข่าว โดยตรวจพบส่วนประกอบ ได้แก่ สารเคตามีน เฮโรอีน และยานอนหลับกลุ่มสารเบ็นโซไดอาเซพีน (Benzodiazepine) ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบและยืนยันกันต่อไป

          สำหรับยาเคนมผง เป็นสารเสพติดชนิดใหม่จะทำให้มีอาการตั้งแต่หายใจลำบาก ใจสั่นมาก ชัก และหมดสติได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานผลข้างเคียงจากการเสพยาเคในฮ่องกง ไต้หวัน และจีน โดยทำให้มีความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ผู้ที่เสพมีปัญหาเรื่องกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง โดยพบเด็กวัยรุ่นฮ่องกงจำนวนมากที่อายุเพียง 20 ปีที่มีประวัติการใช้ยานี้  ต้องใส่ผ้าอ้อมไปตลอดชีวิต เนื่องจากกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ถ้าจะรักษาจำเป็นจะต้องผ่าตัดใหญ่เพื่อซ่อมแซมทางเดินปัสสาวะโดยเอาลำไส้ใหญ่มาซ่อม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์พิษวิทยาศิริราชได้รับบริการปรึกษากับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วย และให้การรักษาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวโดยคาดว่าจะมีมากขึ้น ๆ

          คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จึงต้องการเตือนถึงผลเสียต่อสุขภาพจากการเสพยาเคนมผง สำหรับผู้ที่เสพยาชนิดนี้ ควรทราบถึงอันตรายที่เกิดขึ้น และควรเลิกเสพ หากมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เหล่านี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว หรือเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินมารับ  ไม่ควรรอหรือรักษากันเอง เพราะอาจเสียชีวิตได้และไม่สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที  หากประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์มีข้อสงสัย สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์พิษวิทยาศิริราช โทร. 0 2419 7007 (ตลอด 24 ชั่วโมง)  ซึ่งทางศูนย์ฯ มีประสบการณ์ในการดูแลคนไข้กลุ่มนี้ และมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่คนไข้ได้รับเข้าร่างกายคือสารอะไร เพื่อจะได้วางแผนการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีต่อไปครับ

ดาวน์โหลด 2.2.pdf

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : https://www.si.mahidol.ac.th/siriraj_online/thai_version/Health_detail.asp?id=1455