กรมควบคุมโรค ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ เร่งค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในเรือนจำทั่วประเทศ ผลการเอกซเรย์ผู้ต้องขังทุกรายทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า

คำที่เกี่ยวข้อง : ทันกระแสสุขภาพ



          กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยผลงาน “คืนคนสุขภาพดี สู่ชุมชน เพื่อทุกคนปลอดภัยจากวัณโรค” ได้รับรางวัลผลงานคุณภาพ ประจำปี พ.ศ.2561 มาจากความร่วมมือระหว่าง กรมควบคุมโรคกับกรมราชทัณฑ์ โดยเร่งดำเนินการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศ ผลการเอกซเรย์ผู้ต้องขังทุกรายทำให้พบผู้ป่วยเกือบ 4 พันราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากที่ผ่านมา
วันนี้ (11 ตุลาคม 2561) นายแพทย์สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย  อธิบดีกรมควบคุมโรค  กล่าวว่า โครงการ “คืนคนสุขภาพดี สู่ชุมชน เพื่อทุกคนปลอดภัยจากวัณโรค” ของสำนักวัณโรค ได้รับรางวัลผลงานคุณภาพ ประจำปี พ.ศ.2561 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ และถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้ส่วนราชการต่างๆ ที่มีผลการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน โดยได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐแห่งชาติ ระดับดีเด่น ประเภทการบริการที่เป็นเลิศ
          วัณโรค ยังคงเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยและองค์การอนามัยโลกจัดให้ไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศของโลกที่มีปัญหาวัณโรค วัณโรคที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี และวัณโรคดื้อยาหลายขนานสูง โดยกลุ่มเสี่ยงที่อาจป่วยเป็นวัณโรค ได้แก่ ผู้ต้องขังในเรือนจำ ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวาน แรงงานข้ามชาติ และบุคลากรด้านสาธารณสุข  ซึ่งตามแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรคปี 2560 – 2564 ประเทศไทยตั้งเป้าลดอัตราอุบัติการณ์ของวัณโรคลงร้อยละ 12.5 ต่อปี จาก 171 ต่อประชากรแสนคนในปี 2557 ให้เหลือ 88 ต่อประชากรแสนคน เมื่อสิ้นปี 2564 และให้เหลือ 10 ต่อประชากรแสนคน เมื่อสิ้นปี 2578 หรืออีก 18 ปีข้าหน้า
นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค และกระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ ดำเนินการร่วมกันในปี 2560 ที่ผ่านมา เพื่อเร่งคัดกรองวัณโรคด้วยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกผู้ต้องขังทุกราย (X-ray 100%) เป็นครั้งแรกในเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง ผู้ต้องขังประมาณ 2.8 แสนคน เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูงกว่าคนทั่วไป 7-10 เท่า อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและรักษา
          ด้านแพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กล่าวเสริมว่า สำหรับวัณโรคในเรือนจำหากผู้ต้องขังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา โอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อให้คนอื่นๆ ในเรือนนอนได้ง่ายและเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคดื้อยาเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป  ซึ่งการดำเนินงานค้นหาวัณโรคเชิงรุกโดยเอกซเรย์ปอด 100% ในเรือนจำครั้งนี้ เมื่อพบผู้ป่วยวัณโรคแล้ว จะมีการแยกเรือนนอนผู้ป่วยระยะแพร่กระจายเชื้อ การดูแลผู้ป่วยโดยการให้กินยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทุกวัน เป็นต้น
            ผลการดำเนินงานในเรือนจำ เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยวัณโรค 3,905 ราย ซึ่งสูงขึ้นกว่า 2 เท่าของการดำเนินงานที่ผ่านมา (ปี 2559 จำนวน 1,589 ราย) และตรวจพบผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา 83 ราย  ซึ่งผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาเร็วขึ้น โอกาสรักษาหายสูงขึ้น ตัดวงจรการแพร่เชื้อได้มากขึ้น และมีระบบควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโดยแยกผู้ป่วยมารักษาที่ห้องแยกโรค อีกทั้งผู้สัมผัสวัณโรคได้รับการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  การดำเนินงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการหยุดการแพร่เชื้อและป้องกันการเกิดวัณโรคดื้อยาแล้ว ยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทางสังคม ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวัณโรค เพื่อป้องกันและเข้าสู่ระบบการตรวจวินิจฉัยรักษาเร็วขึ้นตามแนวทางประชารัฐ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
 

*******************************************************
ข้อมูลจาก : สำนักวัณโรค / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
โทรศัพท์ 0-2590-3857 / วันที่ 11 ตุลาคม 2561



วัน/เดือน/ปี : 11 ต.ค. 2561

เจ้าของข้อมูล : สำนักวัณโรค / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

หน่วยงาน : กรมควบคุมโรค

ประเภท : ข่าวสาร

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง :  http://www.riskcomthai.org/2017/detail.php?id=38017&m=news&gid=1-001-002