โรคลิชมาเนีย


“โรคลิชมาเนีย หรือ ลีสนาเนียซิส ” เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน เป็นโรคของสัตว์แต่แพร่สู่คนได้ โดยมี “ริ้นฝอยทราย” เป็นพาหะ โดยริ้นฝอยทรายดูดเลือดสัตว์เป็นอาหาร ไปกัดสัตว์ที่มีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ จากนั้นนำเชื้อไปสู่คน พบโรคนี้ในประเทศแถบตะวันออกกลางอินเดีย เนปาล บังคลาเทศ ปากีสถาน ประเทศไทยพบโรคนี้ประปรายปีละ ๑ - ๓ รายมีสาเหตุจากเชื้อโปรโตซัวในสกุล ลิชมาเนีย ซึ่งอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวของคน


การติดต่อ

 แพร่สู่คนอื่นโดยผ่านทางการกัดของแมลง “ริ้นฝอยทราย” ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ายุง ประมาณ 1/3 เท่า (ยาว ๒ - ๕ มม.) มีขนปกคลุม ขายาวมีปีก ๑ คู่ แต่บินได้ไม่ดี กระโดดได้สูงไม่เกิน ๑ เมตร วงจรชีวิตของริ้นฝอยทรายค่อนข้างสั้นประมาณ ๖๐ วัน หากินห่างแหล่งเพาะพันธุ์ประมาณ ๑๐๐ - ๓๐๐ เมตร ออกดูดเลือดตอนพลบค่ำและกลางคืน ชอบกัดนอกบ้านมากกว่าในบ้าน วางไข่และอาศัยบนพื้นดินในที่มืด เย็นและมีความชื้น สัตว์รังโรคเป็นสัตว์กัดแทะจำพวก กระรอก กระแต หนูชนิดต่าง ๆ สัตว์เลื้อยคลาน เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก สัตว์เลี้ยง สุนัข แมว     สุนัขจิ้งจอก ปศุสัตว์ เช่นโค แพะ แกะ


อาการ มีหลายลักษณะ

๑. แผลตามผิวหนัง เช่น แขน ขา ใบหน้า ลำตัว บริเวณที่ถูกริ้นฝอยทรายกัดจะเป็นตุ่มนูน พองใส แดงเจ็บ (บางครั้งไม่เจ็บ)ตุ่มขยายใหญ่แล้วแตกเป็นแผล แผลอาจแห้งหรือมีน้ำเลือดน้ำเหลืองเยิ้ม อาจอยู่นานหลายเดือนแล้วหายไปเอง

๒. แผลตามเยื่อบุจมูกและริมฝีปากเกิดเป็นหนองและแผล กระดูกอ่อนจมูกอาจถูกทำลายและหนองอาจลุกลามเข้าไปในปากถึงเพดานกับลำคอ

๓. อวัยวะภายใน เช่นตับและม้ามโต ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ไม่สบายในท้อง  ท้องเดิน เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางครั้งไข้สูง ไอแห้ง ๆ เลือดออกจากทางจมูก ไรฟัน ท้องอืด ท้องโต คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังแห้งตกสะเก็ดเป็นสีเทา ๆ ที่บริเวณมือ หน้า ต่อมน้ำเหลืองอาจโต ตับและม้ามโต น้ำหนักลด ซึ่งหากการรักษาไม่ถูกต้องหรือช้าอาจถึงแก่ชีวิตได้

การรักษา  ขึ้นกับประเภทและอาการของโรค มียารักษาเฉพาะโรค เช่น Pentaualent antimoniais หรือ Amphotercin B เป็นต้น หรือใช้ยาทา และผ่าตัดรวมทั้งการรักษาตามอาการ ปัจจุบันมียาเม็ดชนิดรับประทาน “Miltefosine” ซึ่งองค์การอนามัยโลกนำมาใช้กำจัด          โรคลิชมาเนียในประเทศอินเดีย เนปาลและบังคลาเทศ

การป้องกันและควบคุมโรคในคน

๑. ค้นหาผู้ป่วยให้พบพื่อให้การรักษาผู้ติดเชื้อโดยเร็ว

๒. เฝ้าระวังโรคที่เข้มงวด ตรวจร่างกายคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ และแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศที่เป็นแหล่งแพร่โรค

๓. ทำความสะอาดบริเวณบ้านเรือน ไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง ให้หนูซึ่งเป็นสัตว์รังโรคที่สำคัญมากิน ไม่มีโพรงไม้ รูหนู กองขยะ กองไม้ กองหิน ที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของริ้นฝอยทราย สัตว์เลี้ยงควรอยู่ในบริเวณที่ล้อมรอบด้วยตาข่ายกันแมลงในเวลากลางคืน

๔. สวมใส่เสื้อผ้าอย่างรัดกุมขณะเข้าไปทำงานหรือพักในพื้นที่ที่เกิดโรค ทายากันแมลงบริเวณผิวหนังนอกเสื้อผ้า นอนกางมุ้งที่ชุบด้วยยากันยุง ฉีดยากันยุงภายในบ้าน ตามผนังหรือในที่ที่ริ้นฝอยทรายเกาะ หรือทำรังอยู่

๕. เฝ้าระวังโรคในพื้นที่ ในผู้ป่วยที่มีไข้ขึ้น ๆ ลงๆ เป็นเวลานานหลายวัน ซีด ตับม้ามโต น้ำหนักลด ผอมลงมากโดยไม่จำเป็นต้องมีประวัติไปทำงานในต่างประเทศ


( สอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักโรคติดต่อทั่วไป โทรศัพท์ ๐-๒๕๙๐-๓๑๐๘)




วัน/เดือน/ปี : 20 ธ.ค. 2561

เจ้าของข้อมูล : สำนักโรคติดต่อทั่วไป

หน่วยงาน : กรมควบคุมโรค

ประเภท : ความรู้สุขภาพ

หมวด : โรคติดต่อ /โรคระบาด

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง :   https://www.riskcomthai.org/th/2017/detail.php?id=25988&m=kw&gid=1-029-006-001-004