มะเร็งปากมดลูก


มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในผู้หญิงไทย  ด้วยสถิติของผู้เสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 14 รายต่อวัน  ในประเทศไทยพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยสูงถึง 6,000 คนต่อปี  ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์  สตรีในวัยเจริญพันธุ์จึงมีความเสี่ยงสูง       

มะเร็งปากมดลูก  เกิดจากเชื้อไวรัส HPV หรือเรียกกันว่า ไว้รัสหูด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากการสัมผัส  ส่วนใหญ่เป็นการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยถลอกของเยื้อบุผิว และเชื้อไวรัสจะเข้าไปที่เนื้อเยื่อของปากมดลูก  ทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ หากมีการติดเชื้อเป็นเวลานาน เนื้อเยื่อปากมดลูกจะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก  ดังนั้นผู้หญิงทุกคนจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัส HPV และรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ   

สัญญานอันตรายที่บ่งบอกถึงโรคมะเร็งปากมดลูก

1.    มีเลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติหรือมีระยะเวลานานกว่าปกติ

2.    รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์

3.    มีตกขาวผิดปกติ

4.    มีของเหลวไหลจากช่องคลอดผิดปกติหรือมีเลือดออกในช่วงวัยหมดประจำเดือน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

    1.ตรวจทางเซลล์วิทยา

               1.1 PAP SMEAR (แป็บสเมียร์) เป็นวิธีดั้งเดิม โดยใช้ไม้ป้ายเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูก จากนั้นป้ายลงบนแผ่นสไลด์และส่งตรวจห้องปฏิบัติการ

               1.2  LIQUID BASE CYTOLOGY (ตรวจหาเซลล์ผิดปกติด้วยของเหลว)

            เป็นวิธีแบบใหม่ ที่ใช้อุปกรณ์พิเศษเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูก และเก็บในขวดน้ำยารักษาสภาพเซลล์ ข้อดีคือทำให้เซลล์ทั้งหมดมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ ลดความผิดพลาดในการตรวจทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาสายพันธุ์ของไวรัส HPV ได้ในคราวเดียวกัน

          2. การตรวจค้นหาไวรัส HPV 

                    เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดกลุ่มเสี่ยงสูงที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ต้องอาศัยการเก็บเซลล์ปากมดลูกร่วมกับวิธี LIQUID BASE CYTOLOGY (ตรวจหาเซลล์ผิดปกติด้วยของเหลว)

    ไวรัส HPV หรือไวรัสหูด มีมากถึง 200 กว่าสายพันธุ์แต่มีกลุ่มเสี่ยงสูงในการทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพียง 14 สายพันธุ์

วัคซีนป้องกันไวรัส HPV

    ไวรัส HPV เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 97 %  ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ถือเป็นการป้องกันระดับปฐมภูมิ  ในปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้พบว่าก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้สูงถึง 70 %

          โรคมะเร็งเป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้นการดูแลตนเองได้จึงเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับตัวผู้ป่วยเอง ขอเพียงความเข้าใจ ตั้งใจ และจำเป็นต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของผู้ป่วย เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคนสามารถทำได้   โดยการได้รับคำแนะนำจากแพทย์ พยาบาลผู้ให้การดูแลรักษา รวมทั้งความเข้าใจ การสนับสนุน และการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมจากครอบครัว

แหล่งข้อมูล : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์  




วัน/เดือน/ปี : 09 พ.ย. 2561

เจ้าของข้อมูล : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

หน่วยงาน : กรมการเเพทย์

ประเภท : ความรู้สุขภาพ

หมวด : โรคไม่ติดต่อ / โรคทั่วไป

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง :