คลังความรู้สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

โรคหูดับ




“โรคหูดับ” หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Sudden Hearing Loss (SHL) เป็นภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน โดยผู้เป็นโรคหูดับ จะมีอาการที่หู จะได้ยินเสียงน้อยลง หรือไม่ได้ยินเสียงเลย อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงข้างเดียว

          ส่วนในทางทฤษฏีแล้วนั้น โรคหูดับ หมายถึง ระดับการได้ยินลดลงมากกว่า 30 เดซิเบล เป็นเวลาเกินกว่า 72 ชั่วโมง แต่อาการมักจะปรากฏเด่นชัดในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก อาการจะรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน และระดับเสียงที่ไม่ได้ยินอาจเป็นระดับเสียงที่ความดังเท่าใดก็ได้ และอาการของโรคหูดับอาจเป็นเพียงชั่วคราวหรือเกิดขึ้นอย่างถาวร

สาเหตุ

  1. โรคหูดับ หรือ เส้นประสาทหูเสื่อม สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสบางชนิด ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 60 โดยสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางน้ำเหลืองในห้องปฏิบัติการไวรัสที่เป็นสาเหตุได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ Influenza type B ซัยโตเมกาโลไวรัส CMV ไวรัสคางทูม mumps รูบิโอลา rubeola ไวรัสสุกใส – งูสวัด varicella- zoster ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะไปทำให้หูชั้นในอักเสบได้
  2. โรคหูดับเกิดจากการรับประทานอาหาร สุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อแบคทีเรียชื่อ สเตร็พโตค็อกคัสซูอิส ปนเปื้อนอยู่ เช่น ลาบดิบ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกที่ปรุงโดยใช้เลือดดิบ จากสถิติพบว่าจังหวัดภาคเหนือพบผู้ป่วยโรคหูดับมากขึ้น เนื่องจากยังมีคนบางกลุ่มนิยมกินลาบ ลู่ ซึ่งทำจากหมูดิบๆ โดยเฉพาะการนำมาแกล้มเหล้า
  3. จากการได้ยินเสียงดังมากๆ ในทันที เช่น เสียงระเบิด เสียงฟ้าผ่าก็ทำให้หูดับได้ จนสูญเสียการได้ยินในทันที นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยบางรายเป็นโรคหูดับ เพราะความเครียด ไม่ได้นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ อดหลับอดหนอน เพราะโหมทำงานหนักมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหูดับได้เช่นกัน
  4. จากการผิดปกติของเลือด เป็นโรคหลอดเลือด เช่น ความดันสูง การไหลเวียนกระแสโลหิตบกพร่อง หลอดเลือดอักเสบ หรืออุดตัน การติดเชื้อไวรัสเกิดจากการผ่าตัดหู จากความผิดปกติทางฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์ จากการผิดปกติของการเผ่าพลาญ เช่น โรคเบาหวาน รวมทั้งการได้รับแรงกระทบกระแทกของศีรษะ เป็นต้น

          ทั้งนี้ยังมีโรคหูดับเฉียบพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss) ที่อยู่ๆ ผู้ป่วยเกิดไม่ได้ยินเสียงขึ้นเฉยๆ จนหูดับไปจนเกือบไม่ได้ยินเลยในเวลาไม่เกิน 3 วัน ซึ่งอาการหูดับเฉียบพลันนี้ อาจเกิดจากเนื้องอกของประสาทสมองที่ 8 กดทับเส้นเลือดไปเลี้ยงหูชั้นใน

          ส่วนโรคของหูชั้นในที่มีการคั่งของน้ำในหูชั้นใน อาจทำให้หูดับได้ทันที แต่อาการจะเป็นๆ หายๆ หลายครั้ง และมีกลุ่มอาการร่วมเป็นชุด คือ หูอื้อ เวียนหัวมีเสียงซ่าๆ รบกวนในหูเป็นอีกโรคหนึ่งที่เรียกว่า โรคเมเนียร์ (Maniere) โดยมักพบในผู้หญิงที่มีอายุ 40-60 ปี มากหว่ากลุ่มอื่นๆ

อาการและอาการแสดง

จากสถิติพบว่าผู้ป่วยโรคหูดับหนึ่งในสามมักจะมีอาการหูดับในช่วงเช้าโดยเฉพาะหลังตื่นนอนใหม่ๆ และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ เวียนหัว อาเจียน บ้านหมุน มีเสียงดังในหูร่วมด้วย

การรักษา

          การรักษาที่สำคัญคือต้องให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากที่สุด เพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้เสียงดังมากๆ และหากหยุดทำงานได้จะดีที่สุด เพื่อจะได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน

          ทั้งนี้อาการของโรคหูดับ จะดีขึ้นหรือหายได้เองประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั้งหมด ดังนั้นใครที่เป็นโรคหูดับไม่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาติดตามอาการเท่านั้นไม่ต้องรับการรักษามากมาย

นอกจากนี้ยังมีการรักษาโรคหูดับด้วยการใช้ยาด้านไวรัส ซื่อ อะซัยโคลเวียน (Acyclovir) สำหรับโรคที่เกิดจากไวรัส HSV-1 และจะยิ่งได้ผลดีขึ้นเมื่อให้ยาต้านไวรัสร่วมกับยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาสเตียรอยด์  ส่วนยาลดปฏิกิริยาอักเสบ กลุ่มสเตียรอยด์ corticosteroids ก็ได้ผลดีเช่นกัน

การป้องกัน

          การป้องกันโรคหูดับที่ดีที่สุด คือไม่รับประทานอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เพื่อไม่ให้เชื้อ สเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส เข้าสู่ร่างกายได้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงเสียงดัง เช่น ไม่ควรเปิดฟังเพลงจากเครื่องเล่น MP3 ระดับเสียงที่ดับจนเกินไป และฟังเป็นระยะเวลานานติดต่อกันควรหลีกเลี่ยงสถานที่หรือสภาวะแวดล้อมที่มีเสียงดังมากๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักโรคติดต่อทั่วไป โทรศัพท์ 0-2590-3180



วัน/เดือน/ปี : 23 เม.ย. 2561

เจ้าของข้อมูล : สำนักโรคติดต่่อทั่วไป

หน่วยงาน : กรมควบคุมโรค

ประเภท : ความรู้สุขภาพ

หมวด : โรคติดต่อ

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง :   

คำที่เกี่ยวข้อง : โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โรคจากเนื้อสัตว์ อาหารไม่ปลอดภัย ความรู้สุขภาพ โรคติดต่อ กรมควบคุมโรค